หากคุณคิดว่า ข้อตกลงการค้าที่ทำกับจีนโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นเป็นจุดสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่ได้ให้ความสนใจกับภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ข้อตกลงที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2020 ระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้น มีเป้าหมายสำคัญในการลดช่องว่างทางการค้าผ่านการที่จีนให้คำมั่นสัญญาว่าจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 200 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทางการเกษตร พลังงาน และสินค้าอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ จีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการนำเข้าตามที่ระบุไว้ได้ ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าอย่างต่อเนื่อง และยังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประเด็นเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจนี้ในระยะยาว
ประเด็นสำคัญจาก: If you think Trump’s China deal is the end of the story, you haven’t been paying attention
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ ข้อตกลงการค้าดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหารากฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลระหว่างสหรัฐฯ และจีนเลย แม้ว่าจะมีจุดประสงค์เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน เช่น การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี และการอุดหนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งทำให้บริษัทสหรัฐฯ เสียเปรียบในตลาดโลก นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของจีน ที่มุ่งเน้นการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและนวัตกรรมของสหรัฐฯ ในระยะยาว
ความสำเร็จของข้อตกลงจึงไม่สามารถประเมินได้จากตัวเลขการนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ ความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายการนำเข้าของจีน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถของจีนในการปฏิบัติตามข้อตกลง นำไปสู่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของข้อตกลงประเภทนี้ในการแก้ไขปัญหาการค้าที่ซับซ้อน
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าข้อตกลงที่เคยเกิดขึ้น คือแนวทางใหม่ที่สหรัฐฯ อาจจะต้องใช้ในการจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากจีน ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณามาตรการที่มุ่งเป้าไปที่การปกป้องเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่สำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างสมดุลทางอำนาจทางเศรษฐกิจกับจีน ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะยังคงเป็นวาระสำคัญในการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศในอนาคต
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
แม้ว่าข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงาน แต่ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ การที่จีนไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของตนให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าสากลได้ การอุดหนุนอุตสาหกรรมของรัฐ การกีดกันทางการค้า และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงเป็นข้อกังวลหลักของสหรัฐฯ และพันธมิตรหลายประเทศ ซึ่งมาตรการเหล่านี้บิดเบือนกลไกตลาดและสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมให้กับบริษัทจีน นอกจากนี้ การพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานสำหรับสินค้าสำคัญบางประเภท เช่น แร่หายาก ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจและพยายามลดความเสี่ยง
การศึกษาจากสถาบันการเงินและศูนย์วิเคราะห์นโยบายหลายแห่งชี้ให้เห็นว่า แม้การค้าโดยรวมจะฟื้นตัวได้บ้างหลังข้อตกลง แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีนยังคงเผชิญกับความท้าทายจากสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อ่อนไหว นอกจากนี้ ความพยายามของสหรัฐฯ ในการ “แยกส่วน” ห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนเทคโนโลยีชั้นสูง กำลังส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของทั้งสองประเทศ ความเป็นอิสระทางเทคโนโลยีและการพึ่งพาตนเองกำลังกลายเป็นเป้าหมายหลักของทั้งคู่ ซึ่งอาจนำไปสู่การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนมากขึ้นในอนาคต
สรุปข่าวทั้งหมด
โดยสรุป ข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำกับจีนในปี 2020 ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางการค้า แต่เป็นเพียงบทหนึ่งในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความล้มเหลวของจีนในการปฏิบัติตามเป้าหมายการนำเข้าที่ระบุไว้ ตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประเด็นเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น การค้าที่ไม่เป็นธรรม การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และการอุดหนุนอุตสาหกรรมในประเทศ สหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญกับการปกป้องเทคโนโลยีที่สำคัญ และลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องและอาจนำไปสู่การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้นในอนาคต ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจต่างชาติยังคงต้องจับตาดูว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และจีนจะพัฒนาไปในทิศทางใด เพื่อรับมือกับความท้าทายและโอกาสที่อาจเกิดขึ้น






