ศวส. แสดงความกังวลหลังจากมีการเสนอให้เปิดผับจนถึงตีสี่และยกเลิกโซนนิ่งเพื่อเพิ่มความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็นที่เรียกว่า “ทางลัดเศรษฐกิจ” ซึ่งอาจเป็นทางตันสำหรับระบบสุขภาพ โดยพบว่าหลังการดำเนินการใน 5 พื้นที่นำร่อง อุบัติเหตุทางถนนที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 12% ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 13% ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนถึงความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากนโยบายนี้ได้อย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญจาก: ศวส.ห่วง เปิดผับตีสี่-เลิกโซนนิ่ง “ทางลัดเศรษฐกิจ” แต่เป็นทางตันระบบสุขภาพ ชี้ 5 พื้นที่นำร่อง อุบัติเหตุเจ็บทางถนนเพิ่มขึ้น 12 % ตายเพิ่มขึ้น 13%
การตัดสินใจเปิดผับตีสี่และเลิกโซนนิ่งถูกมองว่าเป็นหนทางที่จะช่วยเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองไทย โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินเบื้องต้นจาก 5 พื้นที่นำร่องชี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่สังคมต้องแบกรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอุบัติเหตุทางถนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ สำนักงานวิจัยและพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (ศวส.) ได้รายงานว่าปริมาณผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 12% ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 13% ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน
การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อาจถูกมองว่าเป็น “ทางลัดเศรษฐกิจ” ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับพื้นที่และชุมชน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิด “ทางตัน” ที่ต้องเผชิญกับภาระของระบบสาธารณสุขที่หนักหน่วงและไม่มีความพร้อม อันนำมาซึ่งคำถามถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพของประชากรทั้งในพื้นที่และในระดับประเทศ
รายละเอียดต่อยอดจากประเด็นข้างต้น
สำนักงานวิจัยและพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (ศวส.) ได้ย้ำถึงความสำคัญของการประเมินผลกระทบทางสังคมและสุขภาพก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีผลกระทบในวงกว้าง การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการป้องกันอย่างทันทีอาจเป็นทางออกที่ทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการดูแลสุขภาพสามารถเดินควบคู่ไปด้วยกันได้โดยไม่มีการละทิ้งใดใด ทั้งนี้ ศวส. ชี้ให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีการทบทวนแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน การเสนอให้มีการเปิดผับถึงตีสี่และยกเลิกโซนนิ่งนั้นยังคงต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์จากหลายภาคส่วนที่เห็นพ้องต้องกันว่า ความสำคัญของชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ควรถูกตั้งอยู่ภายใต้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ในบริบทที่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลังจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 การดำรงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขภาพอาจเป็นคำตอบที่สังคมต้องการมากกว่า
สรุปข่าวทั้งหมด
ในบริบทที่ภาครัฐพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับเปลี่ยนเวลาการเปิด-ปิดสถานบันเทิงและพิจารณายกเลิกโซนนิ่ง เข้าสู่การพิจารณาโดยมีเป้าหมายในการสร้างความเติบโตด้านการท่องเที่ยว การรับมือกับผลกระทบทางสุขภาพและอุบัติเหตุบนท้องถนนกลับกลายเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ศวส. ตอกย้ำถึงความสำคัญของการคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายนี้ โดยการพิจารณานโยบายต่อไปควรตระหนักถึงภาระของระบบสุขภาพและนำไปสู่การทบทวนมาตรการที่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว






